เย้ยพ่อค้ากดราคาซื้อข้าวถูกรอชาติหน้า ( 28-09-2011 )
          

เย้ยพ่อค้ากดราคาซื้อข้าวถูกรอชาติหน้า

“โต้ง” อัดพ่อค้ากดราคาซื้อข้าวถูกรอชาติหน้า คุยฟุ้งต่างชาติเข้าคิวซื้อข้าวจีทูจีอื้อ พร้อมยันข้าวขึ้นต่อ แต่อุ้มคนจนทำข้าวธงฟ้า

วันนี้ (28 ก.ย.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมสัมมนาซักซ้อมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 54/55 ว่า ขณะนี้กระบวนการรับจำนำมีความพร้อมแล้ว จะเปิดโครงการทันวันที่ 7 ต.ค.นี้ อย่างแน่นอน ส่วนแผนการระบายข้าวที่มีกลุ่มพ่อค้าเตรียมกดดันรัฐบาล เพื่อรอซื้อข้าวราคาถูกนั้น คงต้องรอชาติหน้า และไม่ต้องกังวล เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลสามารถขายข้าวได้แน่ เนื่องจากตอนนี้มีรัฐบาลหลายประเทศสนใจเจรจาซื้อข้าวกับรัฐบาลอยู่แล้ว

“เชื่อมั่นว่า ราคาข้าวจากโครงการจำนำจะเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ เห็นจากการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่มีเข้ามาหลายประเทศ และหากมีความชัดเจน จะรีบแจ้งให้รับทราบ ซึ่งต่อไปราคาข้าวไทยยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก ขณะนี้คุยกับหลายประเทศแล้ว ถึงความจำเป็นว่าราคาข้าวไทยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เพื่อให้เกษตรกรข้าวไทยได้ราคาดี”

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซียทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ว่า จะไม่ซื้อขายข้าวไทย 3 แสนตัน เรื่องนี้ได้ทำความเข้าใจกับทางเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ว่า สัญญาซื้อขายข้าวช่วงเดือน ส.ค.เป็นของรัฐบาลเก่า และราคาไม่สอดคล้องกับโครงการรับจำนำ ที่สำคัญสัญญาฉบับนี้ยังไม่มีผล เนื่องจากยังไม่มีการลงนามจาก รมว.พาณิชย์ แต่หากอินโดนีเซียจะหันไปซื้อข้าวจากประเทศอื่นนั้น ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะหลายประเทศยังต้องการข้าวไทยอยู่ โดยปีนี้แม้ไทยส่งออกข้าวไม่ถึง 10 ล้านตัน แต่หากส่งออกได้ราคาดี ถือเป็นเรื่องที่ดี ส่วนราคาข้าวในประเทศที่สูงขึ้นจนอาจกระทบต่อค่าครองชีพผู้บริโภคนั้น รัฐมีนโยบายดูแลอยู่ โดยให้องค์การคลังสินค้าช่วยผลิตข้าวถุงธงฟ้าสำหรับผู้มีรายได้ปานกลาง แต่ข้าวหอมมะลิจะปล่อยเป็นไปตามกลไกตลาด

ส่วนกรณี นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี มองว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะทำให้เกิดการทุจริต สวมสิทธิ์นั้น ขอยืนยันว่ารัฐบาลมีแนวทางป้องกันการทุจริต การสวมสิทธิ์ในโครงการรับจำนำ โดยนำองค์กรส่วนท้องถิ่นมาช่วยดูแลป้องกันการทุจริต และเร็ว ๆ นี้ ก็จะไปพบทั้ง 2 ท่าน เพื่อขอคำชี้แนะ และทำความเข้าใจกับโครงการรับจำนำ พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล และป้องกันอย่างเต็มที่ โดยข้าวเปลือกที่รับจำนำนั้น จะมีระบบจัดเก็บรักษา และเมื่อนำมาแปรสีสภาพเป็นข้าวสารก็จะมีระบบป้องกันดูแล

นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้ทำพิธีปล่อยขบวนคาราวานรถเครนตรวจเครื่องชั่ง เพื่อตรวจเครื่องชั่งน้ำหนัก และเครื่องวัดความชื้นจากโรงสีทั่วประเทศ โดยได้เตรียมรถเครนไว้ทั้งสิ้น 44 คัน และหน่วยงานดูแล 31 แห่ง สำหรับตรวจเครื่องวัดให้มีความเที่ยงตรงเตรียมก่อนการเปิดรับจำนำวันที่ 7 ต.ค.นี้ เพื่อป้องกันการเกิดทุจริต ไม่ให้เกิดการโกงตาชั่งเป็นการเอาเปรียบเกษตรกร โดยปัจจุบันมีเครื่องชั่งรถยนต์ที่ใช้ซื้อขายสินค้าทางการเกษตร รวม 10,143 เครื่อง และเครื่องวัดความชื้น 8,975 เครื่อง

“การตรวจเครื่องชั่งน้ำหนัก และเครื่องวัดความชื้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยหากเครื่องชั่งไม่ตรง เกษตรกรจะมีรายได้น้อยลง เพราะถ้าเกษตรกรนำข้าวหอมมะลิมาจำนำ 1 ตัน ถ้าเครื่องชั่งไม่ตรง 1 กิโลกรัม เกษตรกรจะได้รับเพียง 19,000 บาท แทนที่จะได้รับเงินเต็มจำนวน 20,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้า เกษตรกรจะได้รับเพียง 14,250 บาท แทนที่จะได้รับเงินเต็มจำนวน 15,000 บาท”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าคงไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้ทั้งหมด เนื่องจากมีความพยายามจากคนบางกลุ่มที่จะทุจริตอยู่ แต่จะพยายามอย่างเต็มที่ โดยได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และชุดปฎิบัติการส่วนภูมิภาคทุกระดับ เพื่อช่วยกันตรวจสอบ และป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น และหากพบการทุจริต จะมีการลงโทษตามกฎหมายขั้นรุนแรง รวมทั้งหากโรงสีมีการโกงน้ำหนักเครื่องชั้น และเครื่องวัดความชื้น ก็จะโทษตามกฎหมายเครื่องชั่งตวงวัดเช่นเดียวกัน.